พายุโซนร้อน เอเชีย เพิ่มความร้ายแรงมีผลต่อกับ ท่าอากาศยาน อย่างมาก

Spread the love

         บรรดาสายการบิน ท่าอากาศยานและบริษัทประกันทั่วเอเชียเตรียมรับมือความเสื่อมโทรมอย่างมากในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในขณะที่ฤดูกาลพายุโซนร้อนของภูมิภาคที่เริ่มต้นขึ้นแล้ว

        ขณะที่เครื่องบินโดยสารหลายร้อยลำซึ่งต้องหยุดอยู่ที่โรงจอดหรือภายใน ท่าอากาศยาน ด้วยเหตุว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็ไม่ได้มีการเคลื่อนไหวได้ง่ายนัก ท่าอากาศยาน ใหญ่ ๆ ที่ต้องพบเจอพายุตามฤดูกาล เช่น ท่าอากาศยาน ประเทศฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ ไทย และอินเดีย ล้วนเป็นสนามบินที่จำต้องปรับพฤติกรรมไปเป็นลานจอดเครื่องบินจำนวนมากที่มิได้ขึ้นบิน ด้วยเหตุว่ามาตรการคุมเข้มด้านการเดินทางของทุกประเทศทั่วทั้งโลก

        “หากคุณมีเครื่องบินที่จอดอยู่กับที่เป็นระยะเวลานาน ลองนึกคิดดูว่าถ้าจะนำเครื่องบินพวกนั้นกลับมาบินอีกครั้ง ภายในช่วงเวลาสั้นๆไม่ใช่เรื่องง่ายๆ  และด้วยความท้าทาย คุณอาจจะพบไต้ฝุ่นหรือพายุเฮอริเคน และมีเครื่องบินโดยสารที่มีปริมาณมากที่ไม่สามารถออกบินได้ภายในเวลาที่ต้องการ” แกรี โมแรน ประธานบริษัทเอออน โบรกเกอร์ประกันการบินพลเรือนในเอเชีย ออกความคิเห็น

        บรรดาผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมการบิน พูดว่า เวลานี้บริษัทประกันสายการบินกำลังพบเจอกับความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นจากปัญหาเครื่องบินโดยสารปริมาณมากจอดรวมกันอยู่ตาม ท่าอากาศยาน ต่างๆ

       “ในกรณีใดกรณีหนึ่ง บางทีก็อาจจะทำความเสียหายและให้ต้องใช้เงินหลายล้านดอลลาร์ในการซ่อมบำรุง ขึ้นอยู่กับภาวะของเครื่องบินโดยสารเครื่องนั้น ๆ” เจมส์ จอร์แดน ราชการอาวุโสกำกับดูแลกรมธรรม์ประกันภัยและอากาศยานแห่งเอเชียของบริษัทกฏหมาย เอชเอฟดับเบิลยู (HFW) กล่าว

       ในเวลาที่ แองเจลา กิทเทนส์ ผู้อำนวยการสภาการท่าอากาศยานระหว่างประเทศ (ACI) กล่าวว่า สภาพอากาศที่ร้ายแรงสุด ๆ เช่น พายุเฮอริเคน พายุไต้ฝุ่นและพายุไซโคลนเป็นพายุร้ายแรงตามฤดูกาลในหลายพื้นที่ของโลกและก็ในช่วงของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19ก็เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่เพิ่มเข้ามาในอุตสาหกรรมการบิน ทำให้สนามบินหลายแห่งกลายเป็นที่จอดเครื่องบินโดยสารจำนวนมาก

        ยกตัวอย่าง เช่น ที่ทำการ การบินพลเรือนของฟิลิปปินส์ บอกว่า ที่สนามบินนานาชาตินินอยอาคิโน ในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์มีเครื่องบินโดยสารจำนวนมากจอดอยู่ภายในสนามบินและเครื่องบินที่จอดกินพื้นที่มาถึงรันเวย์

        ส่วนที่ทำการควบคุมกฏระเบียบด้านการบินพลเรือนของไต้หวัน บอกว่า ได้แจ้งให้สนามบินต่างๆทั่วประเทศจัดการสัมมนาเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือพายุไต้ฝุ่นล่วงหน้า36 ชั่วโมงในปีนี้จากเดิมที่ 1 วัน เพื่อบรรดาสายการบินมีเวลาเพียงพอที่จะร้องขอพื้นที่จอดเครื่องบิน และหากมีความสำคัญเป็น สำนักงานควบคุมกฏระเบียบด้านการบินพลเรือนไต้หวันก็พร้อมจะเปิดพื้นที่สำหรับให้เครื่องบินแท็กซี่ ภายในสนามบินนานาชาติหลักในกรุงไทเปให้จอดเครื่องบินได้  โดยพื้นที่แห่งนี้รองรับเครื่องบินได้ 160 ลำ

       อีวา แอร์เวย์ส คอร์ป กล่าวว่ามีแนวทางที่จะบริหารจัดการเครื่องบินโดยสารของตนเช่นกัน ซึ่งรวมถึงให้เครื่องบินโดยสารไปจอดที่โรงจอดและส่งเครื่องบินบางรุ่นไปจอดที่สนามบินต่าง ๆ ในไต้หวันและต่างประเทศ ส่วนสายการบินไชน่า แอร์ไลน์ บอกว่า มีแผนรับมือพายุไต้ฝุ่นไว้แล้วแต่ปฏิเสธที่จะเปิดเผยเนื้อหา

พายุโซนร้อน เอเชีย เพิ่มความร้ายแรงมีผลต่อกับ ท่าอากาศยาน อย่างมาก

        ในขณะที่สนามบินนานาชาติประเทศฮ่องกง ซึ่งเป็นที่ตั้งของคาเธ่ย์ แปซิฟิก แอร์เวย์ส รวมทั้งฮ่องกง แอร์ไลน์ กล่าวว่า มีเครื่องบินที่จอดอยู่ภายในสนามบิน 150 ลำและได้เตรียมมาตรการป้องกันไว้ก่อนแล้วกรณีเกิดพายุใด ๆ ก็ตาม เนื่องจากเริ่มเข้าสู่ช่วงมรสุมแล้ว

       ส่วนสนามบินนานาชาติคันไซในนครโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งรันเวย์ประสบปัญหาน้ำท่วมอย่างหนักเมื่อครั้งที่พายุไต้ฝุ่นเจบิพัดทลายกำแพงกั้นทะเลเมื่อปี 2561 บอกว่า ได้จัดการเพิ่มความสูงของกำแพงกั้นน้ำทะเลและติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อป้องกันน้ำท่วมแล้ว

       “สนามบินต่าง ๆ ต้องแน่ใจว่าติดตั้งอุปกรณ์พร้อมสรรพเพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงว่าจะเกิดความเสียหายแก่เครื่องบิน หรือถูกฟ้องร้องดำเนินคดีจากบริษัทประกันสายการบิน” โมแรน จากเอออน กล่าว

       อย่างไรก็ดี ตอนที่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิดใหม่ ๆ เครื่องบินของสายการบินในแต่ละประเทศจะหยุดนิ่งสนิทล้นออกมาที่รันเวย์ เนื่องจากโรงจอดเต็มเพียงพอ ขณะที่มีข่าวว่าสายการบินของหลายประเทศทั่วโลก ลำเลียงนำเครื่องบินโดยสารของตน ที่ไม่ได้ใช้งาน เพราะผลพวงจากการแพร่ระบาดของไปจอดทิ้งไว้ กลางทะเลทรายที่ประเทศออสเตรเลีย

       มาถึงวันนี้ สายการบินบางแห่งในบางประเทศเริ่มกลับมาให้บริการอีกครั้ง แต่กฏเกณฑ์ใหม่ๆหลังเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ที่บังคับให้ผู้คนต้องเว้นระยะห่างระหว่างกัน ก็ถูกนำมาเป็นข้อปฏิบัติใหม่ของการขึ้นเครื่องบินด้วย เช่น การใส่หน้ากากอนามัยจะเป็นสิ่งบังคับสำหรับการเดินทางบนเครื่องบิน ผู้โดยสาร ลูกเรือและพนักงานทุกคน

        รวมทั้งการบริการต่างๆบนเครื่องบินก็เปลี่ยนไป เช่น การเสริฟ์น้ำอาหารบนเครื่องอาจจะลดลง การแยกโซนรัปประทานอาหาร งดให้บริการหมอนหรือผ้าห่ม การให้บริการแบบที่นั่งเว้นที่นั่ง ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการบินของการบินหนึ่งเที่ยวมีต้นทุนสูงขึ้น และจะทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินแพงตามไปด้วย

       แต่ในช่วงแรกที่ผู้โดยสารยังไม่มีความมั่นใจที่จะกลับไปใช้บริการสายการบินเท่าที่ควร อาจจะมีการทำโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นความอยากเดินทางด้วยเครื่องบินมากขึ้นก่อน แต่เมื่อกลับสู่ภาวะปกติ มีแนวโน้มว่าผู้บริโภคอาจต้องมีค่าใช้จ่ายในการขึ้นเครื่องบินมากขึ้นในอนาคต

       ชมรมขนส่งทางอากาศระหว่างต่างชาติ หรือ ไออาต้า (IATA) กล่าวว่า มาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมส่งผลกระทบกับรายรับของสายการบินโดยตรง เนื่องจากสายการบินต้องลดจำนวนผู้โดยสารต่อเที่ยวเหลือเพียง 62% ของที่นั่งได้ทั้งหมด ซึ่งต่ำกว่าจุดคุ้มทุนเฉลี่ยที่ต้องขายที่นั่งให้ได้อย่างน้อย 77% พร้อมเตือนว่า มาตรการดังกล่าวจะทำให้ค่าตั๋วเครื่องบินสูงขึ้น 43-54% เพื่อให้สายการบินมีรายรับคุ้มกับการลงทุน

พายุโซนร้อน เอเชีย เพิ่มความร้ายแรงมีผลต่อกับ ท่าอากาศยาน อย่างมาก

พายุโซนร้อน เอเชีย เพิ่มความร้ายแรงมีผลต่อกับ ท่าอากาศยาน อย่างมาก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *